ในปัจจุบัน การเลือกซื้อทีวีคุณภาพดี ๆ สักเครื่องหนึ่ง เพื่อใช้ประโยชน์และตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัว เป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญ เพราะความบันเทิง และ ไลฟ์สไตล์ในแต่ละครอบครัว ที่แตกต่างกันไป บางครอบครัวจะชื่นชอบดู ซีรี่ย์ บางครอบครัวอาจจะชื่นชอบดูหนัง หรือสารคดี ซึ่งต้องเน้นภาพที่คมชัด และเสียงลำโพงที่ดังรอบทิศทางเหมือนกับลำโพง Surround  ให้ความรู้สึกเหมือนดูในโรงภาพยนต์

แล้วเราจะมีวิธีเลือกทีวีได้อย่างไร จึงจะได้ทีวีที่มีคุณสมบัติมารองรับต่อความต้องการของเราได้ เนื่องจากปัจจุบันนี้ได้มีการผลิต TV ออกมาหลากหลายประเภท ซึ่งมีทั้ง ทีวีระบบ LED , OLED , QLED วันนี้ผมจึงนำข้อมูล และ เทคนิคการเลือก ทีวีที่สามารถนำมาตอบโจทย์ ตามความต้องการของเรา เพื่อนำมาศึกษาสเป็คต่าง ๆ ของแต่ละค่าย เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจซื้อ

สมาร์ททีวี ระบบ TV O LED , Q แอลอีดี , LCD ที่ดีที่สุดในปี 2561

ทีวี Samsung UHD Smart TV 55” รุ่น UA55MU6100

สำหรับ Samsung มีชื่อเสียงเรื่องทีวีมานาน และคราวนี้ Samsung มาพร้อมกับ Smart TV แบบ UHD ซึ่งเป็น LED มีลักษณะแบบจอโค้ง เพื่อให้การรับชมภาพยนตร์ได้อย่างมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น และยังมีจุดเด่นอยู่ที่สีสันที่มีความเป็นธรรมชาติด้วย PurColour ให้คุณได้ดื่มด่ำไปกับการรับชมภาพที่มีรายละเอียดที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยความละเอียด 4X ของ UHD TV ที่ให้ความสว่าง และสมจริง UHD Dimming ได้พัฒนาปรับปรุงสีให้สวยงาม ความคมชัด และปรับระดับของสีดำที่ลึกละเอียด และสีขาว เพื่อให้ได้คอนทราสต์ที่สมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังมี One Depth ซึ่งจะรวบรวมเนื้อหาที่หลากหลายสำหรับคุณบนหน้าจอเดียว ให้คุณเข้าถึงผู้ให้บริการเนื้อหาต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย

ข้อดี

  • LED แบบจอโค้ง ทำให้การรับชมภาพยนตร์ได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น
  • มี Application Smart View ที่เป็นผู้ช่วยให้คุณสามารถควบคุมทุกสิ่งได้อย่างราบรื่นด้วยอุปกรณ์พกพาของคุณ
  • ให้สีสันสดใสที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย PurColour คุณจะได้สัมผัสภาพ สีที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งมีรายละเอียดที่แม่นยำ และชัดเจน คุณจะรู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของสมาร์ททีวีรุ่นนี้

ข้อเสีย

  • ลักษณะจอโค้งอาจไม่ถนัดสำหรับบางคน


LG Full HD Smart TV 49″ รุ่น 49LJ550T

สำหรับ LG ก็ขึ้นชื่อเรื่อง Smart TV เช่นกันเพราะใช้งานสะดวก และสามารถปรับแต่งอะไรได้มากขึ้น สำหรับรุ่นนี้มีจุดเด่นที่สมาร์ททีวีขนาด 49 นิ้ว Full HD 1920 x 1080p ซึ่งมีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ภาพคมชัดและให้สีสันสดใส อีกทั้งระบบเสียงรอบทิศทาง Virtual Surround มาพร้อมระบบปฎิบัติการ Smart TV webOS 3.5 ซึ่งสามารถดูวีดีโอ รูป และฟังเพลงได้ด้วยการเชื่อมต่อผ่าน HDMI 2 ช่อง และ USB 1 ช่อง ทำให้ใช้งานได้สะดวกสบายไม่ยุ่งยาก

ข้อดี

  • สามารถฟังเพลงได้ด้วยการเชื่อมต่อผ่าน HDMI 2 ช่อง และ USB 1 ช่อง
  • Smart TV ขนาด 49 นิ้ว Full HD 1920 x 1080p มีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
  • ระบบเสียงรอบทิศทาง Virtual Surround

ข้อเสีย

  • สำหรับบางท่านลูกเล่นอาจไม่มากนัก
  • ไม่มีจอโค้ง


Toshiba smart TV 43L5650VT ขนาด 43 นิ้ว

 Toshiba เป็นอีกแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี สำหรับทีวีรุ่นนี้มาพร้อมระบบเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่มีความรวดเร็ว โดยผ่านทีวีโตชิบา (Home Launcher) เข้าสู่เว็ปไซต์ได้ง่าย ๆ ด้วย Web Browser พร้อมให้คุณตั้ง Favorite มีแอพพลิเคชั่นที่หลากหลายบน Toshiba smart TV เพื่อตรงความต้องการและความสะดวกสบายแก่คุณ


สมาร์ททีวี (Smart TV) คือเทคโนโลยีอะไร

สมาร์ททีวี คือ การผสมผสานระหว่างทีวีกับคอมพิวเตอร์ ซึ่่งมีคุณสมบัติเหมือนโทรทัศน์ระบบดิจิตอลทั่วไป มาพร้อมกับคุณสมบัติที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ มีส่วนติดต่อกับผู้ใช้งาน (User Interface) ซึ่งสามารถดาวน์โหลด Application และเนื้อหาสาระบันเทิงต่าง ๆ เพื่อเพิ่มเติมในการใช้งาน เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟน และแท็ปเล็ต ซึ่งสามารถทำได้ แต่ต่างจาก Internet TV ซึ่งคนส่วนมากมักจะเข้าใจผิดกันว่าเหมือนกัน ซึ่ง Internet TV นั้นจะรับแค่เนื้อหาทีวีจากเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยตรงมาทั้งหมด แต่ในขณะที่สมาร์ททีวีสามารถรับเนื้อหาได้แบบโทรศัพท์ปกติ และจากเครือข่ายอินเตอร์เน็ตด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้สมาร์ททีวีกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น จึงทำให้ผู้ผลิตสินค้าหลายเจ้ามีความสนใจที่จะเข้าสู่ตลาดนี้ เช่น Samsung, LG, Panasonic, Sharp, Sony, TCL, Toshiba เป็นต้น เมื่อมีการแข่งขันกันมากขึ้น แน่นอนว่าก็จะส่งผลทำให้ราคาลดลง หากเทียบกับอดีตที่ผ่านมา คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น และอาจจะเข้าไปทดแทนทีวีแบบปกติได้ในอนาคต

ประเภททีวี ในระบบต่าง ๆ

ทีวีแบบระบบแอนะล็อก

ทีวีระบบ อะนาล็อก คือ ทีวีทั่วไปที่เราเคยใช้กันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นทีวีที่ไม่มีระบบรองรับสัญญาณดิจิทัลทีวีในตัว จึงต้องต่อกับกล่องดิจิทัลทีวี และต้องติดตั้งเสาอากาศเพื่อให้สามารถรับสัญญาณดูช่องดิจิทัลทีวีได้

ทีวีแบบระบบดิจิตอล

Digital TV คือ ทีวีที่มีระบบรับสัญญาณดิจิทัลทีวีในตัว แค่เพียงต่อเสาอากาศท่านก็สามารถรับชมช่องดิจิทัลทีวีได้คมชัดแล้ว

สมาร์ททีวี Smart TV

Smart TV คือ ทีวีที่มีการพัฒนาฟังก์ชันการใช้งานให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เช่น สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ เข้าเว็บบราวเซอร์ ดาวน์โหลด Application ชมภาพยนตร์เหมือนการใช้สมาร์ทโฟน และฟังเพลง เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันสมาร์ททีวีได้พัฒนาไปถึงการสั่งงานด้วยเสียง การควบคุมด้วยท่าทาง และปลดล็อคหน้าจอด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้าได้อีกด้วย

คุณสมบัติของสมาร์ททีวี

  • เทคโนโลยีจอภาพของ Smart TV เปรียบเหมือนกับทีวีดิจิตอลปกติทั่วไป คือ มีให้เลือกหลากหลาย โดยที่นิยมในตลาดขณะนี้คือ LED ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อจากเทคโนโลยีแบบเดิมคือ LCD ทำให้ได้คุณสมบัติที่ดีขึ้น เช่น ประหยัดไฟมากขึ้น แสดงสีสันได้ชัดเจน และสว่างมากขึ้น แสดงสีดำสนิทมากขึ้น และสามารถตอบสนองได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี Plasma และ OLE อีก ซึ่งมีราคาแพงกว่า จึงยังไม่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายเท่าเทคโนโลยี LED
  • ความละเอียดภาพหรือ Resolution มีหลายระดับเช่นเดียวกับทีวีดิจิตอลปกติคือ ภาพยิ่งคมชัดราคาก็จะยิ่งสูงตาม ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ ๆ คือ High Defination (HD) มีความละเอียด 1366 x 768 พิกเซล, Full High Defination (Full HD) มีความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล และ Ultra High Defination (UHD หรือ 4K) มีความละเอียด 3840 x 2160 พิเซล
  • หลังจากที่ประเทศไทยได้ทำการเปลี่ยนระบบการแพร่ภาพโทรทัศพ์จากระบบอนาล็อกไปเป็นระบบดิจิตอล DVB-T2 จึงทำให้ช่องทีวีมีเพิ่มขึ้นหลายเท่า ภาพและเสียงคมชัดขึ้นทั้งในแบบ Standard Defination (SD) และ High Defination (HD) ทำให้ทีวีดิจิตอล และรวมถึงสมาร์ททีวี ที่ขายในท้องตลาดที่ผลิตออกมาล็อตใหม่ ๆ มีระบบรองรับแพร่ภาพดิจิตอลแบบ DVB-T2 มาในตัวเลย โดยไม่ต้องใช้กล่อง Set-top Box อีกต่อไป
  • หน้าจอสมาร์ททีวีในท้องตลาดมีขนาดให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ 32, 43, 48, 55, 65, 70, 78, 80, 85 นิ้ว ไปจนถึงหน้าจอใหญ่มากถึงขนาด 105 นิ้ว เลยทีเดียว ซึ่งในการเลือกซื้อนั้น ควรคำนึงถึงขนาดพื้นที่หรือห้องที่เราจะนำทีวีไปวางด้วย ถ้าหากระยะจากหน้าจอถึงคนดูใกล้กันเกินไป ก็อาจทำให้สีสันและความคมชัดผิดเพี้ยนไปได้
  • สิ่งที่ควบคุมและทำให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งงานสมาร์ททีวีได้ คือ ระบบปฏิบัติการ (OS) ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักหรือมันสมองเลยก็ว่าได้ ผู้ผลิตแต่ละแบรนด์ได้เลือกใช้ระบบปฏิบัติการแตกต่างกัน เช่น แบรนด์ Samsung เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ Tizen, แบรนด์ LG เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ webOS,แบรนด์ TCL เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ Roku OS, แบรนด์ Panasonic เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ Firfox OS เป็นต้น นอกจากนี้ยังมียักษ์ใหม่อย่าง Google ได้ทำระบบปฏิบัติการสำหรับทีวีขึ้นด้วย เรียกว่า Android TV ซึ่งแบรนด์ที่นำไปใช้ก็คือ Sony นั่นเอง

ความแตกต่างของหน้าจอ TV แต่ละประเภท

ทีวี LCD (Liquid Crystal Display)

LCD เป็นเทคโนโลยีรุ่นแรก ๆ สำหรับทีวีจอแบน ที่ใช้หลอดไฟ CCFL (Cold Cathode Fluorescent Lamp) ขนาดเท่าหลอดกาแฟ วางเรียงตัวเป็นแนวนอนอยู่ภายใต้หน้าจอเป็นตัวก่อกำเนิดแสง (Backlit) ทำงานร่วมกับ Color Filter ทั้ง 3 สี ได้แก่ สีแดง น้ำเงิน และเขียว ก่อนแสดงผลออกมาสีสันต่าง ๆ ที่เราเห็นบนจอภาพนั่นเอง

ทีวีระบบ LED (light-emitting diode)

LED เป็นประเภทของทีวียอดนิยมมากที่สุดในตลาด ซึ่งพัฒนามาจากเทคโนโลยีจอ LCD ใช้หลอดไฟ LED ขนาดเล็กมี 3 สี ได้แก่ สีแดง น้ำเงิน และเขียว เป็นตัวกำเนิดแสง แต่กลับให้แสงสว่างได้ดีว่า LCD และประหยัดไฟมากกว่า ส่วนตัวเครื่องมีความบางมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ LED TV ยังมีตัวเลือกที่น่าสนใจ แบ่งออกเป็นดังนี้

EDGE LED TV

เป็นประเภทที่มีการจัดวางหลอด LED ไว้ตามขอบทีวีทั้ง 4 ด้าน ซึ่งทำหน้าที่ยิงแสงเข้ามากลางจอทีวี มีส่วนทำให้ตัวเครื่องมีขนาดบางลง และประหยัดไฟมากขึ้น LCD TV แต่จะมีข้อจำกัดในเรื่องของการแสดงสีสันที่จะด้อยกว่าประเภท Full LED

Full LED System

จะเหนือกว่า EDGE LED ในเรื่องของการแสดงสีสันของภาพที่คมชัด สีสันสดใส Contrast สูง โดยใช้วิธีการจัดวางหลอด LED เต็มแผงหน้าจอ ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความหนาขึ้นเล็กน้อย เพิ่มเติมด้วยเทคโนโลยี Local dimming ที่สามารถกำหนดการเปิด และปิดไฟเฉพาะจุดอัตโนมัติ ส่งต่อการแสดงภาพที่มีความสมจริง

RGB LED System

เรียกได้ว่าเป็นตัวท็อปของ LED ก็ว่าได้ เนื่องจากใช้หลอด LED 3 สีคือ RGB (แดง, เขียว, น้ำเงิน) เป็นตัวกำเนิดแสงมาจับเป็นกลุ่มเรียงเต็มแผงหน้าจอ พร้อมทั้งการใช้เทคโนโลยี Local dimming แบบเดียวกับ Full LED ซึ่งช่วยให้การแสดงผลภาพ และสีสันมีความถูกต้อง ชัดเจน มีมิติมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้นกว่าทั้งสองประเภทที่กล่าวมา

Plasma TV

Plasma TV จอทีวี ที่มีเม็ดพิกเซลที่สามารถให้กำเนิดแสงได้เองด้วยแรงดันไฟฟ้า สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวได้ดี ให้สีดำที่ดำสนิท สีสันมีความเป็นธรรมชาติ มีมุมมองและมิติของการแสดงภาพที่กว้างกว่า LCD TV แต่กระจกของ Plasma TV จะสะท้อนแสงเมื่อตั้งอยู่ในห้องที่มีแสงจ้ามาก ๆ จึงทำให้ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอลดคุณภาพลงไปพอสมควร รวมถึงมีอัตราการกินไฟมากอีกด้วย

OLED TV (Organic Light Emitting Diodes)

เป็นประเภทของทีวีสมัยใหม่ ที่เหมือนเป็นการนำจุดแข็งของทีวีแต่ละประเภทมารวมไว้ในที่เดียว มีเม็ดพิกเซลที่สามารถให้กำเนิดแสงได้เองคล้ายกับ Plasma TV โดยที่ไม่ต้องพึ่งหลอดไฟเหมือน LCD หรือ LED ส่วนจุดเด่นของจอ OLED คือความบาง และความยืดหยุ่น สามารถพัฒนาหน้าจอให้มีความโค้งได้ ประหยัดไฟ แสดงสีสันของภาพได้สม่ำเสมอไม่ว่าจะมองจากมุมใดก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยย่อมตามมาด้วยราคาที่แพงขึ้น

ระบบเสียง ของ สมาร์ททีวี

บางท่านซื้อ Smart TV ไปแล้ว ยังนำไปเชื่อมต่อกับโฮมเธียเตอร์ เพื่อเพิ่มอรรถรสของเสียงให้ดียิ่งขึ้น แต่หากท่านใดที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับเครื่องเสียง ลำโพงที่มากับทีวีจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง โดยอาศัยการพิจารณาจากการเพิ่มระดับความดังของเสียง เสียงที่ดีควรมีความชัดเจน ทั้งเสียงพูด เสียงเบส หรือ Sound effect ต่าง ๆ เสียงไม่แตก หรือเสียงแหลม สามารถปรับการแสดงของเสียงให้เหมาะกับการรับชมในประเภทต่าง ๆ ตลอดจนปรับระดับเสียงให้สอดคล้องกับบริเวณที่ติดตั้งได้ด้วย

วิธีเลือกซื้อ Smart TV จากประเภทจอภาพ

ก่อนที่เราจะเลือกซื้อ Smart TV เราควรจะต้องศึกษาถึงลักษณะ และชนิดของหน้าจอแสดงภาพเสียก่อน โดยปัจจุบันมีพาเนลหน้าจอที่นิยมอยู่ 2 ชนิดคือ

1. จอ LCD (Liquid Crystal Display)

จอ LCD ของ Smart TV เป็นจอที่นิยมใช้กับคอมพิวเตอร์มาก่อน ลักษณะเด่นพิเศษคือ จอบาง ประหยัดพื้นที่ การแสดงผลหน้าจอสบายตาและประหยัดไฟ แต่มีข้อเสียคือ การแสดงผลของภาพ โดยเฉพาะสีอาจผิดเพื้ยนไป เช่น สีดำที่อาจไม่ดำสนิท และองศาการมองที่แคบกว่าจอแบบ CRT หรือจอกระจกรุ่นเก่า

2.จอ Smart TV แบบ LED TV (Light Emitting Diode)
เป็นเทคโนโลยีที่ออกมาแก้ปัญหา และข้อบกพร่องของ LCD TV โดย LED TV ในหน้าจอจะประกอบด้วยหลอด LED ขนาดเล็กมาก 3 สี ได้แก่ สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน โดยสามารถแสดงผลของสีออกมาได้มากมาย โดยอาศัยการผสมสีของแม่สีที่ต่างกัน

ข้อดีของ LED TV คือ ประหยัดไฟมากกว่า LCD TV แบบแต่ก่อน แต่กลับให้แสงที่มีความสว่างสูงกว่า สีสันจัดจ้านสดใสกว่า ภาพ ชัดเจนให้สีที่ดำสนิท และมีอัตราการตอบสนองภาพที่รวดเร็ว โดยชนิดของ LED TV อาจแบ่งย่อยได้อีก 3 ประเภท คือ

2.1 จอ Smart TV แบบ EDGE LED
ข้อดีคือ จะวางหลอด LED ไว้เฉพาะขอบจอทั้ง 4 ด้าน เพื่อให้แสงสว่างเข้ามายังกลางจอทีวี จึงทำให้ตัวเครื่องมีขนาดบางลง และประหยัดไฟได้มากขึ้น LCD TV ส่วนข้อเสียคือ การแสดงสีดำจะดำไม่สนิทเท่าไหร่

2.2 จอ Smart TV แบบ Full LED (Direct LED)
ต่างจากแบบ EDGE LED คือ หน้าจอทีวีจะมีหลอด LED วางอยู่เต็มแผงจอ เพื่อให้ความสว่างที่มากขึ้น ข้อดีคือ ความคมชัดและความต่างสีของภาพจะดีกว่าแบบแรกเพราะสามารถทำ Local Dimming (การปิด/เปิดสี) แบบเป็นกลุ่มได้

2.3 จอ Smart TV แบบ RGB LED
ปัจจุบัน LED ชนิดนี้ เป็นเทคโนโลยีล่าสุดของ LED TV เพราะใช้หลอด LED แม่สีทั้ง 3 คือ RGB (แยก3หลอด ๆ ละสี) มาเรียง ๆ กันเป็นกลุ่ม ทำให้การแสดงผลภาพและสีชัดเจนมีมิติมากกว่า แบบที่กล่าวมาก่อน ข้อดีคือ ภาพสว่าง สีสันจัดจ้าน และให้สีดำ ที่ดำสนิทจริง